ผลงานที่ผ่านมา  |  จำหน่ายวัสดุและติดตั้ง  |  รับสมัครงาน   
การทำสี
-เปรียบเทียบวัสดุปูพื้น
-สีผงผสมเสร็จ hot_icon
-โครงการที่ใช้บริการ
-ใยแก้วปูพื้น hot_icon
-ไม้พื้นลามิเนต hot_icon
-ราคาพร้อมติดตั้ง
-ติดต่อสอบถาม
 
  Making Colors
   

 ภาคความรู้

การทำสี

เรื่องราวการทำสี เทคนิค และวิธีซ่อมแซม

ไม้หากทิ้งไว้นาน ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะมีเชื้อรา มีรอยแตกแยก โก่ง งอ สีไม้เปลี่ยนไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะในบรรยากาศของเรา มี สปอร์เชื้อรา มีความชื้น ที่เปลี่ยนไป เนื้อไม้ มีการคายหรือดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้เซลของไม้มีการยืดและหดตัว มีผลทำให้รูปร่างของไม้ผิดไป อาจโค้งหรือบิด หรือแตกที่บริเวณส่วนปลายไม้ หรือ แตกระแหงออก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดได้น้อยลง และยืดอายุของไม้ได้ ถ้าเราได้มีการทำสีไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้ได้สัมผัสกับอากาศ และความชื้นรอบ ๆ การทำสีไม้ไม่เพียงแต่รักษาเนื้อไม้ การทำสีที่ดี ยังให้ความสวยงาม น่าใช้ นอกจากนี้การทำสี ทำให้เราสามารถทำความสะอาดชิ้นไม้ได้สะดวกง่ายดายขึ้น หากเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านของคุณ มีสภาพที่ควรปรับปรุงแล้วละก็ คุณศึกษาการทำสี แล้วซ่อมเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านของคุณ ด้วยตัวคุณเอง มันจะน่าภาคภูมิใจไม่น้อย

เนื่องจากวัตถุที่จะนำมาใช้ในการทำสี มีหลายอย่าง เราจึงควรที่จะศึกษา สีแต่ละชนิดให้ละเอียด เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด และสามารถเลือกได้อย่างถูกต้องว่าควรใช้อะไร กับงานประเภทไหน วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ เทคนิค และขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ
ขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำสี แบ่งออกคร่าว ๆ 5 ขั้นตอนดังนี้
1. ทำชิ้นงานให้เรียบเนียน
2. ย้อมสีชิ้นงาน
3. อุดรูร่องเสี้ยนไม้ โป๊ว
4. ทำสี อาจมีการขัดระหว่างทา
5. เช็ด ทำความสะอาด

ในการทำชิ้นงานให้เรียบเนียน เริ่มตั้งแต่เริ่มโครงงานของเรา ต้องเลือกไม้ ไม่โก่งงอ มีการไสเรียบ การนำไม้มาใช้ต่อกันต้องเรียงเนื้อไม้ให้เหมาะสมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เรียงขวางกันไปมา ไม้ที่ไม่ตรงต้องผ่านการไสขอบ หรือ เครื่องมือที่เรียกว่า jointer (ดูรายละเอียดในเรื่องเครื่องมือช่าง) เมื่อประกอบชิ้นงานและตบแต่งได้ตามต้องการแล้ว ต้อง มีการขัดชิ้นงานด้วยกระดาษทราย โดยทั่วไปแล้วเราจะเริ่มด้วยกระดาษทรายเบอร์หยาบ คือ 80-100 เพื่อลบร่องรอยของฟันเลื่อย หรือร่องรอยของดอกเร้าเตอร์ หรือบางทีเราเรียกว่า M achine Mark เมื่อลบร่องรอยต่าง ๆ ออกแล้ว เปลี่ยนเบอร์กระดาษทรายเป็น 150 เพื่อให้ผิวงานเรียบขึ้น ในการเปลี่ยนเบอร์กระดาษทราย เราควรมีการดูดฝุ่นที่เกาะที่ผิวงานออกก่อนด้วย เพราะมิฉนั้นเศษทรายของกระดาษเบอร์เก่า อาจจะมีผลทำให้ชิ้นงานเป็นรอย จากนั้นก็ขัดชิ้นงานเบา ๆ ชิ้นงานที่เรียบราบ เราควรใช้กระดาษทราย พันกับไม้เพื่อให้กระดาษเรียบไปกับชิ้นงาน และท้ายที่สุดเราเปลี่ยนกระดาษทรายเป็นเบอร์ 200-220 เป็นการขัดครั้งสุดท้ายก่อนทำขั้นตอนต่อไป บางคนนอกจากจะใช้กระดาษทราย แล้วยังมีเครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า Scraper หรือเหล็กขูด เป็นเหล็กที่มีความยืดหยุ่นใช้ขูดผิวไม้ มันจะกำจัดผิวที่ขรุขระออกไป เป็นเครื่องมือที่ช่างผู้ชำนาญจะใช้กัน สามารถทำให้ผิวของไม้เรียบ ปานกระจกได้ ในการขัด ถ้าหากแสงอยู่ตรงข้ามสายตาจะทำให้เรามองเห็นผิวของงานได้ดีกว่า
หลังจากผ่านการขัดแล้วเราก็ต้องกำจัดฝุ่นก่อนที่จะทำงานในขั้นต่อไป บางคนข้ามขั้นตอนนี้ ฝุ่นทำให้ผิวงานที่เราอุตสาห์ขัดมา ไม่เรียบร้อย เราอาจกำจัดฝุ่นด้วยการใช้แปลงปัด ผ้าเช็ดออก หรือ ดูดฝุ่น หรือ ใช้ลมเป่า แต่วิธีใช้แปรงปัด และเครื่องดูดฝุ่นช่วยจะกำจัดฝุ่นได้ดีมาก จากนั้นให้เราพิจารณาร่องรอยของกาว ที่จะมีผลต่อสี เราอาจใช้กระดาษทรายขัดรอยกาวออก หรือใช้ สิ่วหากกาวมีปริมาณมาก จากนั้นก็ใช้กระดาษทราย กาวจะมีผลต่อสีมาก เพราะสีจะไม่ซึมบริเวณที่มีรอยกาวอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ถ้ารอยกาวยังใหม่อาจใช้ตัวทำละลายที่กาวนั้นละลายได้ช่วยกำจัด เช่นถ้าเป็นกาวลาเทกซ์ใช้ น้ำถ้ายิ่งอุ่นยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกาวยางใช้ทินเนอร์

การอุดร่องหรือรูตะปู หรือรอยฉีกของเนื้อไม้ สำหรับช่างไทยเราทั่วไปใช้ ผงดินสอพองผสมน้ำ ผสมสี ฝุ่น ให้ใกล้เคียงกับสีผิวไม้ที่เราจะอุดรูร่อง ถ้าต้องการเพิ่มความสามารถในการยึดติดเราอาจผสมน้ำมัน varnish ลงไปด้วยเล็กน้อย ให้ดูตามขนาดชิ้นงาน เมื่อผสมได้ที่ให้ใส่ถุงพลาสติกรัดด้วยหนังยาง จากนั้นแบ่งออกมาใช้ทีละน้อย อาจเจาะก้นถุงแล้วบีบออกมาใช้ อันนี้เห็นช่างที่รู้จักใช้กัน บางทีก่อนที่เราจะอุดรูรอ่งรอยต่าง ๆ ถ้าเราวางแผนที่จะทาแชลแลค ควรทาก่อน จากนั้นจึงผสมผงฝุ่นเพื่อให้สีเข้ากันพอดีเมื่อทาแชลแลค มิฉนั้นสีอาจเกิดความแตกต่างกันมาก

 

การลงแป้ง


ไม้บางชนิดมีรู หรือรอยเสี้ยนไม้มาก บางชนิดน้อย สำหรับไม้ที่มีรูรอยเสี้ยนไม้มาก หากเราทา shallac หรือ Lacquer ไปเลย ผิวชิ้นงานอาจจะไม่มีความสวยงาม และไม่เรียบเนียน และต้องทาหลายรอบกว่าชิ้นงานจะออกมาสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่นไม้อัดมีรอยเสี้ยนไม้มาก ดังนั้นเราจำเป็นที่จะทำการอุดรอยเสี้ยนไม้เหล่านี้ โดยใช้ ผงแป้งดินสอพองผสมน้ำ พอเหลว ไม่เหลวมาก ผสมสีฝุ่นให้เป็นสีเดียวกับผิวไม้โดยรวม ดูแล้วให้เข้มกว่าเล็กน้อย จะดีกว่า แต่สำคัญอย่าให้อ่อนกว่าสีผิวไม้ เพราะจะทำให้เห็นเป็นรอยแป้งชัดเจนหรือในกรณี ที่เราจะย้อมสีด้วย แป้งที่ลงก็ให้ผสมฝุ่นสีให้ใกล้เคียงกับสีที่จะย้อมที่สุด

การเตรียมผิวชิ้นงานก่อนทำการลงแป้ง ขัดชิ้นงานให้เรียบเนียน โดยขัดด้วยกระดาษทราย จนเรียบเนียนดี จากกระดาษทรายเบอร์หยาบ จนกระทั่งเบอร์ 220 จากนั้นทาด้วย Shellac บาง ๆ ไม่ต้องให้เข้มข้นเกินไป ทิ้งไว้ให้แห้ง อย่างน้อย 2 ชั่วโมง ต้องระวังไม่ทำในช่วงที่อากาศชื้นมาก จากนั้นก็ทำการ ลงแป้งได้ โดยไม่ต้องขัดก่อน นำผ้าขาวบางชุบน้ำแป้งที่เตรียมไว้ เช็ดบริเวณที่ต้องการอุด หากพื้นที่มีปริมาณมาก ต้องแบ่งพื้นที่ในการทำงาน เมื่อเช็ดน้ำแป้งทั่วแล้วพอเริ่มหมาด ๆ ใช้ผ้าอีกผืนที่สะอาดถูแป้งให้เข้าเสียนไม้โดยถูไปตามขวาง แล้วเช็ดแป้งที่เหลือออกจนหมด ต้องเช็ดให้หมดจริง ๆ เพราะถ้าปล่อยแห้งไปแล้วทีนี้ต้องเสียเวลาขัดนาน จะยิ่งเสียเวลามากเข้าไปอีก

หลังจากลงแป้งไปแล้วต้องทิ้งไว้ข้ามคืน เพราะการลงแป้งที่ผสมน้ำ น้ำจะไปทำให้ผิวไม้มีการปรับตัวสูงขี้น ขน หรือ Fiber บางส่วนมีการตั้งชัน จะทำให้มีความรู้สึกหยาบ เมื่อเอามือลูบ ต้องขัดออก หากเราขัดตอนที่เพิ่งแห้งใหม่อาจจะมีผลทำให้แป้งหลุดออกจากร่องเสี้ยนไม้ได้ควรทิ้งไว้ 1 คืนดีกว่า เราขัดด้วยกระดาษทราย เบอร์ 220 ขึ้นไป จนถึง 600 จนได้ผิวที่เรียบเนียน จากนั้นสำรวจดูว่ายังมีร่องหรือรอยเสี้ยนไม้หลงเหลืออยู่หรือไม่ หากยังมีอาจต้องทำซ้ำ แล้วทำการอุด โป๊วรอยใหญ่ ๆ เพื่อให้สมบูรณ์สูงสุด เมื่อขัดชิ้นงานจนเรียบร้อย แล้ว ทาด้วย Shellac บาง ๆ อีก 1 รอบเพื่อให้แน่ใจว่าผิวงานถูกปกปิดจนหมด ทิ้งไว้ 2 ชัวโมงขัดละเอียดอีกครั้ง ด้วยกระดาษทรายละเอียด เบอร์ 320 จากนั้นทำการทา Shellac หรือ Lacquer ตามต้องการ อีก 2-3 รอบ โดยไม่ต้องขัดก็จะได้ชิ้นงานที่สวย งาม อาจทาให้หนาเท่าที่คุณต้องการ หากเราได้ทำให้ผิวเรียบดี ร่องเสี้ยนถูกอุดเต็ม จะทำให้เราประหยัด Shellac หรือ Lacquer และทำให้เราไม่เสียเวลาในการแก้ไขชิ้นงาน ทำให้ชิ้นงานของเราเรียบเหมือนกระจก ดูมีค่ามีราคา แม้ไม้ที่นำมาใช้จะไม่สวยงาม แต่ถ้าวิธีการปราณีต จะได้งานที่ทำให้ดุมีคุณค่าขึ้นมาก

การลงแป้งนี้ บางครั้งอาจเรียกต่าง ๆ กันออกไป เช่น Filling the pore, ตีแป้ง เป็นต้น บางคนใช้ฝุ่นจีนซึ่งจะขาวกว่าแป้งดินสอพอง ใช้ เน้นร่องเสี้ยนโดยเฉพาะ ทำให้เกิดการทำสีแบบแปลก ๆ ในทางอุตสาหกรรม ใหญ่ ๆ จะไม่ใช้ดินสอพอง แต่จะใช้ พวก wood filler สำเร็จรูปแทน มีสีต่าง ๆ กัน ตามผู้ผลิดกำหนด และติดแน่นดีกว่า

 

เทคนิคการทำสี 1

การเคลือบยูรีเทน

ยูรีเทน มีลักษณะคล้ายกับวาร์นิช เมื่อแห้งแล้วจะแข็ง ทนต่อการกระแทก การขูดขีด การเคลือบด้วยยูรีเทนให้พิจารณาว่าใช้ภายนอกหรือภายใน หากใช้ภายนอก ชิ้นงานอาจต้องโดนแดด โดนฝน ผิ้วชิ้นงาน จึงไม่ต้องผ่าน การเคลือบด้วยแชลแลก แต่ให้ใช้ยูรีเทนเอง พ่น บาง ๆให้ทั่วชิ้นงาน แล้วทิ้งไว้ ข้ามคืน ขัดด้วยกระดาษทราย 280-320 จากนั้นพ่น อีก 2-3 เที่ยว แต่ละชั้นต้องทิ้งไว้ข้ามคืน จะดีที่สุด เหตุที่ งานที่ต้องตากแดดไม่ควรทาแชลแลค เพราะ แชลแลค เมื่อโดนแดดจะมีอาการเหนียว และยืดหยุ่นตัว จะทำให้ผิวยูรีเทนแตกได้ ทำให้เกิดการแตกระแหง แต่ถ้าคิดว่างานของคุณไม่ตากแดด ตากฝน อยู่ในที่ร่ม ก็ให้ทำการลงแป้งได้ แล้วเคลือบด้วยแชลแลค บาง ๆ ให้เป็นฟีล์มกันยางไม้ ก่อนที่จะพ่นด้วยยูรีเทน อีก 2-3 รอบ สลับกับการขัดด้วยกระดาษทราย เบอร์ 320 ขึ้นไป

สำหรับพื้นที่ต้องการเคลือบยูรีเทน อาจกว้างเกินกว่าการลงแป้ง ก็ให้ ใช้วิธีขัดผิวให้เรียบ แล้วพ่นยูริเทน บาง ๆ สลับกับการขัดได้เลย

ย้อมสีด้วยหมึกพิมพ์

มีกระทู้ถามว่าเราจะทำสีกรอบรูปอย่างไร ให้ดูทึบ แต่ยังคงรักษาลายไม้ได้ ก็เห็นจะเป็นวิธีนี้แหละ ขึ้นกับฝีมือของคุณเองว่าจะประณีตขนาดไหน ชิ้นงานไม้ทั่วไปในการทำสีต้องสะอาด ปราศจากฝุ่น ขัดให้เนียนลูบแล้วลื่นไหลดี จากนั้นต้องอุดร่องเสี้ยนด้วยดินสอพอง ใส่ฝุ่นสี ให้มีสีใกล้เคียงกับสีที่เราจะย้อม ฝุ่นสี เหลือง แดง และดำ เมื่อผสมกัน จะได้สีโอ๊ก ทดลองผสมให้ได้สีตามต้องการ เมื่อได้แป้งสีโอ๊ก ก็ทำการอุดเสี้ยนดูวิธีลงแป้ง ทิ้งไว้12-24 ชั่วโมง ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด ปัดฝุ่นออกให้หมด ย้อมด้วยสีผสมจากหมึกพิม์ สำหรับหมึกพิมพ์มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นกระป๋อง มีหลายสี เราต้องนำมาผสมให้ได้สีตามต้องการเอง ส่วนใหญ่เราใช้น้ำมันสนเป็นตัวทำละลาย มีถุงมือช่วยทำให้ไม่เลอะเทอะ ทดลองย้อมกับเศษไม้ชนิดเดียวกันกับชิ้นงาน เมื่อได้สีตามต้องการ ใช้ผ้าสะอาด ที่ซับสีได้ ชุบบีบพอหมาด ๆ เช็ดให้ทั่วชิ้นงาน โดยเช็ดไปในแนวลายไม้ ดูว่าสีกลมกลืนกันดี ก็เพียงพอ สีที่มีส่วนผสมของ น้ำมันสน เราต้องทิ้งให้แห้งข้ามคืน ตอนนี้เราก็จะทำการเคลือบด้วยแชลแลค บางๆ 1 เที่ยว ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วขัดด้วยกระดาษทราย อย่าให้ลึกถึงเนื้อสี ขัดแบบลูบ จากนั้น ก็เคลือบด้วย ตัวเคลือบที่ต้องการ โดยทั่วไปก็ใชแลกเกอร์ 2-3 รอบ แต่ละรอบสลับกับการขัดด้วยกระดาษทราย เบอร์ 320 พร้อมปัดฝุ่นออกด้วย หรืออาจขัดในชั้นสุดท้ายก็ได้ หากต้องการให้มีสีด้าน ให้ทา แลกเกอร์ด้านในชั้นสุดท้าย

การทำสีด้วยฝุ่นจีนผสมสี

การใช้ฝุ่นจีนที่มีสีขาวสดใสมาผสมฝุ่นสีจาง ๆ เช่นแดงอ่อน ๆ หรือ หรือสีดำ ไม่มาก อุดร่องเสียน แล้วทาด้วยแชลแลคที่ผสม ฝุ่นจีน ทาบาง ๆ อีก 2 เที่ยวขึ้นไปจนดูทึบพอประมาณ ขัดเบา ๆ ด้วยกระดาษทรายละเอียด ระหว่างชั้น จากนั้น ก็เคลือบด้วยแลกเกอร์ 2-3 ชั้น ตามต้องการ วิธีนี้จะได้สีที่แปลกออกไปอีกแบบ เราจะเห็นว่า การทำสีนั้น เราสามารถ ใช้กลไกหรือเทคนิคได้หลายทาง ขึ้นกับ ช่างว่าชำนาญมากน้อยแค่ไหน แต่ใช้วัสดุที่ไม่ได้แปลกอะไรเลย

การสลับสีระหว่างลายไม้กับพื้น ด้วยสีพ่นแห้งเร็ว

เป็นลักษณะของการโชว์ลายเสี้ยนไม้ให้มีสีแปลก ๆ เช่นสีขาวบนพื้นดำ สีเขียวบนพืนขาว การทำแบบนี้ต้องมีร่องเสี้ยนที่ใหญ่จึงจะเห็นชัด เราอาจต้องอาศัยการขุดร่องเสียนด้วยแปรงทองเหลือง ปัดฝุ่นออก แล้วเช็ดด้วย ทินเนอร์ เพื่อขจัดคราบไขมัน หรือยาง จากนั้นทาแชลแลกบาง ๆ คำว่าแชลแลคบาง ๆ หมายถึงการผสมที่เจือจางกว่าปกติ เช่น แชลแลค 1 ส่วน ผสมอัลกอฮอล 5 ส่วน ในการทาแชลแลกรอบแรกนี้ นอกจากทำให้เป็นชั้น sealer แล้ว มันยังช่วยกันยางไม้ออกมาด้วย ชั้นนี้ไม่ต้องขัด
ขั้นต่อไปจะพ่นสีพื้นก่อน ถ้าต้องการพื้นสีขาวก็ให้ใช้สีขาว แห้งเร็วพ่นใส่ช้นงานให้ทั่วชิ้นงานจนเห็นว่าทั่วถึง ดี 2-3 ครั้งดูว่าแห้งดีแล้วถึงจะพ่นรอบต่อไป การทาหรือพ่นในชั้นนี้ ร่องเสี้ยนยังคงอยู่ ไม่ได้ถูกลบหายไป เพราะเราขุดไว้ค่อนข้างลึก และชั้นสีก็ทนน้ำพอสมควรแล้ว จากนั้นเรานำฝุ่นจีนผสมสีที่ต้องการ ทำเหมือนลงแป้ง อัดเข้าไปในเสียนไม้ให้เต็ม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท ขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ ใช้น้ำพอหมาด ๆ ช่วยในการขัด พร้อมกับเช็ดไปด้วยให้สะอาด ทิ้งให้แห้ง แล้วเคลือบด้วยตัวเคลือบที่ต้องการ โดยปกติก็เป็นพวกแลกเกอร์ บาง ๆ อีก 1-2 รอบ สลับกับการขัดแบบลูบ แค่นี้คุณก็ได้สีแปลก ๆ แล้วคับ ลองเอาไปทำเล่น ได้งานแปลก ๆ
 
 

Shellac

Shellac เป็น เรซิ่นที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยแมลงชนิดหนึ่ง เรียกกันว่า Coccus Lacca bug ได้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อของต้นไม้ ชนิดหนึ่งแล้วต้นไม้ได้ปล่อยยางออกมาเพื่อครอบบริเวณที่ถูกแมลงทำลาย และนี่เองก็เป็นต้นกำเนิดของ Shellac ซึ่งนานมาแล้วถือว่าเป็นสารที่รักษาเนื้อไม้ที่เป็นธรรมชาติที่สุด พบมากในเอเซีย อินเดีย และไทยเรานี่เอง Shellac มีความเป็นกรดเล็กน้อย ดังนั้นสารละลายของ Shellac ไม่ควรบรรจุในภาชนะที่เป็นโลหะ Shellac ที่สะอาดมีความปลอดภัยใช้เคลือบลูกกวาด หรือ เม็ดยาได้

Shellac : ใช้เคลือบผิวไม้ให้ความสวยงาม มีความใส และเมื่อเคลือบหลาย ๆ ชั้นก็ดูหนา แต่ไม่ทนทานต่อน้ำ ความร้อน สารเคมี กรด ด่าง ดังนั้น ควรใช้ Shellac เฉพาะชิ้นงานที่ต้องไม่เจอ กับสิ่งที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรานำชิ้นงานที่เคลือบด้วย Shellac ไปตากแดด พบว่า ผิวจะเหนียว ๆ นั่นคือมันไม่ทนต่อความร้อน Shellac ละลายได้ดีใน Alcohol ช่างทั่วไปเลือกใช้ Methyl Alcohol เพราะราคาถูก และละเหยได้รวดเร็ว Shellac ที่มีขาย อาจเป็นเกล็ด เป็นแผ่น หรือผสม Alcohol ไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ที่ผสมแล้ว เราคงต้องรีบใช้ให้หมด เพราะอายุงานของ Shellac สั้น หากมันหมดอายุ เมื่อทาแล้ว พบว่าหลังจาก 2 ชั่วโมง งานที่ได้ยังเหนียว ๆ เหมือนเป็นยาง นั่นเพราะ Shellac เสื่อมนั่นเอง การเลือกซื้อ จึงควรเลือก ถุงที่ดูใหม่ไม่จับตัวเป็นก้อน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เราอาจต้องทดลองผสม แล้วทา และดูผล

เนื่องจาก Shellac แห้งเร็ว อาศัยตัวทำละลาย Alcohol มันจึงเป็นพวก Film Finish ที่เกิดจากการละเหยของ ตัวทำละลาย ซึ่งอาจผสมสี ที่ละลายใน Alcohol ลงไปด้วยเลยเพื่อทำการย้อมเนื้อไม้ก็ได้ Shellac มักจะถูกใช้งานเป็นตัวอุดร่องรอยของเสี้ยนไม้ในชั้นแรก ๆ โดยทาบาง ๆ แล้วขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด หากร่องไม่ใหญ่นักเราจะใช้ Shellac เพียงอย่างเดียว ซัก 2 รอบ เพื่อทำการอุดรอยเสี้ยนไม้ โดยไม่ต้องลงแป้ง แล้วทำการทา Lacquer ทับอีก 2-3 รอบ เพราะ Lacquer มีความทนต่อน้ำและความร้อนได้ดีกว่า

Shellac ตามธรรมชาติเมื่อนำผสม Alcohol แล้วคนด้วยไม้สะอาด ตั้งทิ้งไว้ 1 คืน ในส่วนตัว ผมผสม Shallac 1 กิโลกรัมกับ Alcohol 1 Gallon แล้วใส่ไว้ใน ขวดโหลแก้วขนาดใหญ่ปิดฝาทิ้งไว้ ถ้าทิ้งไว้นาน เราจะมองเห็นตะกอนสีขาว ๆ ขุ่น ๆ นั่นเป็น Wax ที่มีอยู่ใน Shellac ตามธรรมชาติ หากเรากรองเอา Wax ออก จะทำให้ งานที่ ทา Shellac มีความสดใสมากขึ้น และทำให้ Shellac ติดเนื้อไม้ได้ดีกว่าด้วย นอกจากนี้ หากเราทาพวก Vanish หรือ พวก Water Base จะทำให้ติดดีกว่าด้วย บางบริษัทจึงทำ Shellac ที่เรียกว่า Dewax Shellac แต่มีราคาแพง

การทาและพ่น Shellac
Shellac แห้งและแข้งหลังจากที่ตัวทำละลายละเหยไปหมด และมันถูกละลายได้อีกด้วย Alcohol และข้อน่าสังเกต ต่าง ๆ เหล่านี้
1. ในการทา เราควรหาตำแหน่งสะท้อนของแสง โดยแสงอยู่ตรงข้ามเพื่อให้เรามองเห็นว่ามันได้เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่เราทา
2. ในการทารอบแรกเราควรเจือจางเพื่อทาให้บาง และง่ายต่อการขัด เพราะการขัดจะใช้กับพวกรอบแรก ๆ พอรอบหลัง ๆ ทาหน้าได้เราไม่ต้องขัด
3. ในการทา เราควรใช้แปรงคุณภาพ ทาเป็นเส้นยาว เพราะมันแห้งเร็ว ทาไปตามลายไม้
4. ห้ามทิ้ง สารละลาย Shellac ไว้ในภาชนะบรรจุที่เป็นโลหะ
5. รออย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการทารอบต่อไป
6. ต้องขัดก่อนทารอบต่อไปด้วย กระดาษทรายเบอร์ 280 จนดูว่าผิวเรียบดี
7. ในกาทารอบต่อไปต้องเอาฝุ่นออกให้หมด ด้วยการเป่า ดูด หรือ เช็ดออก
8. ในการเตรียมสารละลายอาจทำไว้แบบเข้มข้นจากนั้นเวลานำมาใช้ค่อยเจือจาง และการทาบาง ๆ หลาย ๆ รอบให้ความแข็งแรงดีกว่า แห้งดีกว่า
9. ในการทาหากเราเห็นส่วนที่เกินอยู่ อย่าใช้แปลงไปขัดโดยเด็ดขาด เราใช้ กระดาษทราย สำหรับรอยแปลงและ ฝุ่นเมื่อผิวแห้งแล้ว ในการขัดก็ขัดเพียงเบา ๆ ด้วยกระดาษทรายละเอียด
10. เมื่อความหนาได้ที่เราอาจจบการทำงาน หรือ ขัดด้วยผ้า หรือทำ ลงลูกประคบปิดท้ายก็ได้

 

การย้อมสีเนื้อไม้ ("Wood Staining)

การย้อมสีไม้
ในการทำ เคลือบผิวไม้ ขั้นตอนหนึ่งที่ยุ่งยากคือการย้อมสี เพราะมันอาจเกิดปัญหา บางอย่างขึ้นเช่น รอยด่าง (Splotching), รอยขวางที่เกิดจากการขัด (Steaking), การเข้ากันไม่ได้ของ สีย้อมกับ ตัวเคลือบ และเป้าหมายของการย้อม เราควรกำหนดไว้ว่าเพื่อทำให้เนื้อไม้โดดเด่นไม่ใช่ลบหรือซ่อนเนื้อไม้ เพราะถ้าหากต้องการซ่อนเนื้อไม้ควรใช้วิธี Paint สี ซึ่งจะไม่เห็นเนื้อไม้ เลย
สี มันช่วยให้ชิ้นงานสวยขึ้น ทำให้เนื้อไม้กลมกลืนกัน ได้ โดยเฉพาะเมื่อนำไม้มาต่อกัน (Joint) สีเดิมอาจไม่เท่ากัน แต่เมื่อย้อมแล้วทำให้สีกลมกลืนกันไปได้ ไม้ที่ไม่ค่อยมีราคาเมื่อย้อมแล้วทำให้ดูมีค่ามีราคาได้ การย้อมสีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อความสวยงามจึงต้องมี การเคลือบ การทำโทน การทำเงาจะทำให้ครบสมบูรณ์ถึงความสวยงาม การย้อมสีที่ผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกสีที่ผิด
สีย้อม = Colorant (Pigment or Dye) + Binder + Thickness
โดยที่ ถ้าตัวที่เป็น Colorant เป็น Dye ไม่จำเป็นต้องมี Binder เพราะ Binder เป็นตัวที่จะให้เม็ดสีที่เป็น Pigment ยึดติดกับเนื้อไม้ ส่วน Dye สามารถซึมเข้าเนื้อไม้ได้อยู่แล้ว
หากคุณต้องการทราบว่า สีย้อมที่ใช้เป็นประเภทไหน ทำจากอะไร ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะแห้ง ผู้ผลิตไม่ค่อยบอกรายละเอียดมากนัก สีแต่ละยี่ห้อ ให้ผลออกมาแตกต่างกัน สีบางอย่างเมื่อใช้แล้วได้ไม่ตรงตามความต้องการ การซึมได้ไม่เท่ากัน
ไม้แต่ละชนิดมีเนื้อไม่เหมือนกันทำให้ผลของสีชนิดเดียวกัน ต่อไม้ต่าง ๆ จะให้ผลต่างกันไปด้วย Veneer ก็จะให้สีไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ได้ เพราะมีกาวมาก การซึมของเนื้อสีผ่านกาวไม่ค่อยดีนัก

Pigment
เป็น Color ที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นส่วนใหญ่ ขนาดของ Particle มีขนาดใหญ่ ถ้าใช้มาก ๆ มันจะบังกันเอง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเนื้อไม้ได้ การใช้งานต้องเขย่าให้กระจายตัวออกก่อนใช้งาน อาจมีการตกตะกอนนอนก้นได้ดังนั้นต้องคนอยู่เรื่อย ๆ ระหว่างทา เมื่อทาสีย้อมประเภทนี้แล้วหากเช็ดออก สีที่โดดเด่นจะอยู่ในร่องรอยของเสี้ยนไม้ รอยจิก รอยสิ่ว หากไม่เช็ดออก สีจะกระจายกันอยู่ ทำให้สีหนาเข้มขึ้นได้

Dye
ตัวอย่างเช่นสีในกาแฟ น้ำชา ผล Berries ซึ่งเป็นสีจากธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์ เช่น Aniline Dye มีสีให้เลือกมากมาย มันจะซึมเข้าสู่เซลของเนื้อไม้ ทำให้มีลักษณะกลมกลืนกัน และ Transparent ไม่เหมือน Pigment ซึ่งมีความทึบ และอยู่ตามร่องรอยเสี้ยนไม้ นอกจากนี้ Dye ยังไม่ต้องการ Binder อีกด้วย
เนื่องจาก Dye ละลายใน Solvent ทำให้เราเปลี่ยนความสว่างของเนื้อสีที่ทาไปแล้ว ได้ โดยใช้ Solvent หรือสีที่ทาไปแล้วหากต้องการเปลี่ยน เราก็สามารถทำได้ด้วย แต่ก็ต้องระวังเรื่อง ของตัว สารเคลือบที่ทาไปแล้ว หากใช้ Solvent อาจไปละลายตัว สารเคลือบ ออกมาด้วย
Dye ละลายในอะไรได้บ้าง ได้แก่ Alcohol, Water, Mineral Spirit, Thinner แล้วแต่ชนิดของ Dye เราจึงแยกเป็น Water, Alcohol, Oil บางทีเราผสม Dye ลงไปในตัว สารเคลือบ เลยเป็นต้น เช่น Dye ที่ละลายใน Alcohol จะผสมลงใน Shellac ส่วน Dye ที่ละลายใน Oil ก็จะผสมกับ Varnish เป็นต้น ในบรรดาสีทั้งสามแบบ water base จะแห้งช้าที่สุด และซึมเข้าเนื้อไม้ได้มากสุดหากทิ้งไว้ซักพักแล้วค่อยเช็ดออก ราคาถูก ไม่ติดไฟ แต่การที่มันมีน้ำ ทำให้ Grain ของไม้ยกตัวสูงขึ้นเรียกว่า ยกเสี้ยน ดังนั้น อาจจะมีการขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียดมาก ๆ เมื่อแห้งแล้ว เบอร์ 600 ต่อมาได้คิดค้นตัวทำละลายโดยไม่ใช้น้ำ เช่น Glycol Ether เป็น NGR (None Grain Raising) ผสมสารละลายไว้เรียบร้อย นำไปผสม Shellacได้เลย
Dye ที่ละลายใน Alcohol, Thinner ไม่ทำให้ Grain สูงขึ้นอยู่แล้ว เพราะมันแห้งเร็วนั้นเอง แต่เราก็ไม่ได้เรียกว่า NGR

มีข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง Dye กับ Pigment
1. Dye จะมีลักษณะ Transparent
2. Dye จะแทรกซึมเข้าไปในเซลด้วย ส่วน Pigment แทรกอยู่ตามร่อง รู รอยเสี้ยนไม้
3. Dye จะละลายในสารละลายได้ ดีกว่า Pigment และ Dye ยังทำให้จางลง เข้มขึ้น และเปลี่ยนสีได้แม้จะทาไปแล้ว
สีย้อมบางชนิดมีทั้ง Dye และ Pigment ผสมกันอยู่ และ มี Binder ช่วยทำหน้าที่เป็นเหมือนกาวยึด
Pigment ให้ติดกับเนื้อไม้ ช่าง มักจะชอบสีประเภทนี้ เพราะสีสามารถเน้นหนา ขึ้นในส่วนที่ Pigment ไม่สามารถทำได้

Binder
เปรียบเสมือนกาวที่ยึด Pigment ให้ติดกับเนื้อไม้ ถ้าไม่มี Binder ตัว Pigment ก็จะถูกปัดออกจากเนื้อไม้ได้โดยง่าย และ Binder ส่วนใหญ่ก็คือ พวก Oil ต่าง ๆ ที่เคลือบเนื้อไม้นั่นเอง เราสามารถจะทำสีย้อม โดยผสม Pigment กับ Binder ด้วยตัวเราเอง
Oil Binder จะแห้งช้า
Varnish และ Water base จะแห้งปานกลาง
Lacquer แห้งเร็ว
อุณหภูมิ และ ความชื้นมีผลต่อการแห้งแข็ง
สีย้อมที่ใช้ Oil หรือ Varnish ใช้ Mineral Spirit เป็นตัวทำละลาย
สี้อมที่ใช้ Lacquer เป็น Binder จะใช้ Lacquer Thinner เป็นตัวทำละลาย
สีย้อมที่ใช้ Water base เป็น Binder จะใช้ Water เป็นตัวทำละลาย
ไม่ว่า Binder จะเป็นอะไร เมื่อมันแห้งไปแล้ว จะให้ผลออกมาเหมือนกัน แต่สำคัญที่การแห้ง และการ bond
Oil และ Varnish จะแห้งช้า โดย Oil จะแห้งช้ากว่า และถ้าใช้ Oil/Varnish ก็จะแห้งช้ากว่า อาจใช้เวลาถึง 2-3 วันDarnish Oil ใช้เวลา 1 วัน ช่วง เวลาที่เราจะต้องเช็ดสีส่วนเกินออก ขึ้นอยู่กับ Binder ว่าแห้งช้าหรือเร็ว ให้เราสังเกต ดูว่าข้างกล่องบอกว่าต้องทิ้งไว้ข้ามคืน

การใช้ Aniline Dye
Water, Alcohol และ Oil dye Stain ส่วนใหญ่ขายในรูปผง เราต้องละลายเอง ส่วน พวก NGR จะขายในรูปสารละลายสำเร็จรูป หากคุณต้องละลายเอง ต้องแน่ใจว่าใช้สารละลายที่ถูกต้อง ในการผสมไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ ควรใช้แก้วหรือขวดปากกว้างจะดีที่สุด ยิ่งถ้ามีสีชายิ่งดี แต่ถ้าเป็นสีชาอาจมองสีไม่เห็น การผสมสีอาจไม่ตรงตามข้างขวดดังนั้นต้องสังเกต และผสมข้ามบริษัทกันได้ถ้ามันละลายในสารละลายประเภทเดียวกัน และหากคุณจดบันทึกปริมาณการใช้ สัดส่วนไว้ การผสมคราวต่อไปก็จะได้สีที่เหมือนเดิมสม่ำเสมอ การทาใช้ผ้าทอที่เป็นเส้นใยเช็ดจะให้ผลดีมาก เพราะมันช่วยกำจัดเศษฝุ่นให้ด้วย สีจะละลายในน้ำอุ่นได้ดีว่าน้ำเย็น ในการผสมสีที่ละลายน้ำ ควรใช้น้ำกลั่นจะให้ผลดีสุด
การทา Aniline Dye หากคุณได้ทดสอบบนเศษไม้ชนิดเดียวกับที่คุณจะทาจริง ๆ ก็จะเป็นการดี วิธีการอาจใช้ผ้าชุบทาเรียกว่า Wet Staining แล้วเช็ดออก หรือ อาจจะใช้วิธีพ่นบาง ๆ หรือใช้แปลงทาบาง ๆ แต่ หลาย ๆ รอบ สีมีความโปร่งใสดังนั้นมันไม่บดบังลายของไม้
สี่ที่ละลายในน้ำ แห้งช้าดังนั้นมีเวลามากพอที่จะเช็ดมันออก ก่อนที่มันจะแห้ง และวิธีการที่ดีที่เราจะทาอะไรก็ตามที่ละลายในน้ำเราต้องกำจัด เศษเสี้ยน ไฟเบอร์ออกโดยวิธีการที่เรียกว่า Sponging คือเอาฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเช็ดไปบนไม้ที่จะทำสี ทิ้งไว้ให้แห้ง 1 คืน แล้วขัดออก เพื่อกำจัดอะไรก็ตามที่จะยกตัวขึ้นเมื่อมีการ ทาด้วยน้ำ วิธีที่ดีที่สุดในการย้อมสีก็คือใช้ Spray แล้วใช้ฟองน้ำหรือผ้าเช็ดส่วนเกิน
พวก Alcohol, Oil, NGR พวกนี้จะละเหยเร็ว ไม่มีเวลาเช็ดออก หากใช้วิธีพ่นจะให้ผลงานออกมาดี สีเท่าเทียมกัน และสีที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรม และ ช่างไม้ทั่วไปใช้มักจะเป็นพวก NGR โดยใช้พ่นเอา ส่วนมือสมัครเล่นใช้พวก water base เพราะทาแล้วเช็ดออกได้มีเวลามากพอ ในการพ่นต้องให้บาง มาก ๆ สีจะได้สม่ำเสมอ ในการใช้แปลงคุณต้องทาให้ยาวที่สุดจนสีแห้ง ไปตามลายไม้ สังเกตขอบที่ยังเปียก ทาออกไปทับกันเล็กน้อย โดยยังไม่ต้องจุ่มสีใหม่จนเห็นว่า พื้นเริ่ม แห้ง ๆ การเช็ดบางส่วนออก อาจใช้ผ้าสะอาดชุบตัวทำละลายพอหมาด ๆ เพื่อเช็ด
ในการย้อม คุณอาจทำให้บริเวณตาของไม้ และบริเวณ เนื้อไม้ ไม่มีความแตกต่างกันมากนักได้ การใช้ไม้ต่างต้นกันมาต่อกัน การย้อมก็จะช่วยได้ โดยทาบริเวณที่ อ่อนกว่าก่อน ในการทำให้ขอบหรือบางพื้นที่เจือจางลงเราจะใช้ Solvent ทาบริเวณที่ ต้องการ สีจะกระจายตัวออกและเจือจางลงได้
ในการทำให้สีเข้มขึ้นคุณต้องผสมให้เข็มขึ้นแล้วทาทับเข้าไป คุณไม่สามารถทำให้เข้มขึ้นด้วยการใช้สีเดิมทาทับแล้วเช็ด ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนสี ผสมใหม่ แล้วทาทับลงไป ถ้าคุณต้องการให้อ่อนลงใช้ Solvent เช็ดออก

Bleaching Wood

การกัดสีไม้ให้ขาวขึ้น ช่างบางคนต้องการทำไม้ให้ได้สีที่ต้องการและชัดเจน ดังนั้นเพื่อให้สีที่ย้อมทำงานได้เต็มที่ต้องทำไม้ให้ขาว แล้วค่อยย้อมสี ซึ่งการทำนั้นไม่ยาก สารที่นิยมใช้ได้แก่
Sodium Hydroxide ใช้กำจัดสีธรรมชาติของไม้
Hydrogen Peroxide ใช้กำจัดสีธรรมชาติของไม้
Chlorine ใช้กำจัดสีที่ย้อมเนื้อไม้
Oxalic acid กำจัดสีย้อมไม้ที่ละลายในน้ำ
ในการทำ Bleaching มักใช้สองส่วนในการเอาสีออก ผู้ผลิตมักจะให้มาสองขวด คือ Sodium Hydroxide และ Hydrogen Peroxide โดยทา Sodium Hydroxide ก่อน แล้วใช้แปลงอันใหม่ ทา Hydrogen Peroxide มันจะทำ ปฏิกิริยากัน สีจะจางลง มีฟองเกิดขึ้นนิดหน่อย ทิ้งไว้ข้ามคืน ใช้น้ำส้มสายชูเจือจางเช็ดบริเวณที่ ทำ Bleach ทิ้งไว้อีก 1 คืน ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 ขึ้นไปให้เนื้อเนียนเรียบ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
บางคนใช้สารเคมีทำปฏิกิริยา กับเนื้อไม้ให้เกิดสี แต่ไม่นิยมเพราะเป็นอันตราย ยกตัวอย่างใช้ Potassium Diclomate เพื่อทำให้สีไม้เข้มขึ้นเป็นต้น

Ebonizing Wood
เป็นวิธีการทำไม้ให้ดำ โดยใช้สารเคมีทำปฏิกิริยาในปัจจุบันไม่นิยมแล้ว เพราะเราสามารถใช้สีดำที่เป็น Aniline Dye ซึ่งให้ผลที่ดีเท่ากัน

Thickness

ความหนาของสีย้อมนั้นแตกต่างกันไป สีย้อมส่วนใหญ่เป็นของเหลว บางชนิดทำให้หนาขึ้นได้ และมักจะเป็น Gel ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวก Pigment ใน Varnish Binder บางชนิดเป็น Dye ใน Varnish หรือ Water Base และจะมีลักษณะเหมือนกันหมดคือมันจะไม่มีการไหล บางทีแม้เราคว่ำกระป๋อง ของ Gel Stain มันก็ยังไม่ไหล จุดประสงค์ของการใช้สีประเภทนี้อยู่ที่มันซึมผ่านเข้าไปในเนื้อไม้น้อยมาก ในไม้ที่มีปัญหาในการย้อมเช่น ไม้สน ที่มี Grain แตกต่างกันมาก หากใช้สีย้อมทั่วไปก่อให้เกิดความแตกต่างของสีชัดเจน แต่ถ้าใช้ Gel จะทำให้สีกระจายตัวได้เท่าเทียมกัน
การเลือกใช้สีนั้นไม่มีสีใดดีที่สุด แต่มีสีที่เหมาะที่สุดในแต่ละงานเสมอ

การเข้ากันของสีย้อมและ สารเคลือบ (ตัวเคลือบ)
ถ้าหากคุณเลือกที่จะย้อมสีเนื้อไม้คุณต้องเลือกที่จะดูด้วยว่ามันเข้ากันได้หรือเปล่า กับ ตัวเคลือบเนื้อไม้ เพราะบางทีอาจทำให้ เลอะเทอะ เข้าไปอีก เพราะ ตัวเคลือบไปละลายสีออกมา ง่ายที่สุดก็คือคุณรู้จัก Solvent ต่าง ๆ ดีพอหรือเปล่า หากคุณรู้จักดีมันจะช่วยให้คุณเข้าใจ ง่ายขึ้น
1. ถ้าสารละลาย หรือตัวเจือจาง เป็น น้ำ, Alcohol หรือ Lacquer Thinner เป็นตัวเดียวกันทั้งสีย้อมและ ตัวเคลือบ อาจทำให้เกิดปัญหาได้
2. ถ้าตัวเจือจางเป็น น้ำมันสน ทั้งในสีย้อมและ ตัวเคลือบ จะไม่ค่อยเกิดปัญหายกเว้นถ้าคุณเคลือบ Oil soluble dye ด้วย oil หรือ Varnish
3. สี Dye ที่ละลายใน ตัวทำละลายใด ก็จะถูกตัวทำละลายนั้น ละลายออกมาได้ เช่น น้ำ จะละลายสี่ที่เป็น water base และพวก NGR
Shellac จะละลายพวก Alcohol Dye
Oil Varnish และ Lacquer จะละลายพวก Oil Dye, mineral spirit dye
4. Binder ใน water base สามารถถูกละลายได้โดย Glycol Ether หรือ Lacquer Thinner
อาจแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการพ่นบาง ๆ จะไม่ทันละลาย
จะสังเกตเห็นว่าหากคุณใช้แปรง อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง Solvent แต่หากคุณใช้วิธีพ่นก็แทบจะไม่มีปัญหาใด ๆ เลย ยกเว้นกรณีเดียวที่คุณย้อมด้วย สีที่เจือจางใน น้ำมันสน แล้วเคลือบด้วยตัวเคลือบ ที่เจือจางด้วย น้ำมันสน

ไม้ทำปฏิกิริยากับสีอย่างไร
ไม้จะประกอบไปด้วยเซลเล็ก ๆจำนวนมาก บางเซลเปิดกว้างออกเป็นช่องรูเล็ก ๆ เซลเหล่านี้บางเซลเป็นเส้นทางเดินของอาหารและน้ำตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ ในการย้อมสี หาคุณป้ายสีย้อมลงบนกระจก แล้วคุณเช็ดออก คุณสามารถเช็ดออกได้หมด แต่หากคุณป้ายสีย้อมลงบนผิวไม้ คุณไม่สามารถเช็ดออกได้หมด เพราะเม็ดสีกรณีที่เป็น Pigment จะเข้าแทรกตัวตามเซลว่าง ๆ รอยแตก รอยเสี้ยนไม้ ความแตกต่างของสีย้อมต่อไม้นั้นขึ้นกับ
 

1. ขนาดของรูร่อง หรือช่องว่าง
2. การกระจาย ตัวของเซล ขนาดต่าง ๆ กัน
3. มุมของรูร่องต่าง ๆ
4. ความหนาแน่นของรูร่อง

ขนาดของช่องว่าง (Pore size)
ขนาดจะมีความแตกต่างกันตามชนิดของไม้ เมเปิ้ล และ บีช จะมีขนาดเซลเล็ก ดังนั้นการใช้สีประเภท Pigment จึงไม่ค่อยดีต้องใช้เป็นพวก Dye

การกระจาย ตัวของช่องว่าง (Pore Distribution)
การที่มีการกระจายตัว ของ ช่องว่างที่มีขนาดต่าง ๆ กันไม่สม่ำเสมอมักจะเป็นปัญหาการย้อมสี เช่น ไม้สน ไม้โอ๊ก โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้สีย้อมประเภท Pigment ซึ่งพวก Pigment จำนวนมาก มันจะเข้าไปแทรกตัวอยู่ในรูใหญ่ ๆ ทำให้เกิดความแตกต่างของสีในแต่ละบริเวณมากเกินไป เราอาจลดโดยการใช้เป็นพวก Dye หรือ Gel Dye แทน

มุมของช่อง Pore Angle
มุมที่เกิดจากการตัดไม้ ทำให้ช่องต่าง ๆ รับสีได้ไม่เท่ากัน หรือมองเห็นเม็ดสีไม่เท่ากัน ความสว่างของสีไม่เท่ากัน ด้านข้างหรือด้านตัดขวาง (Cross Cut) เมื่อเราทำการย้อมสีจะซึมเข้าได้มากกว่าทำให้สีเข้ม บางคนใช้เทคนิคหลังย้อมสีแล้วคือ ด้านเรียบขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 600 แต่ด้านข้างขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 220 ก่อนที่จะขัดด้วยเบอร์ 600 อันนี้เป็น Trick อย่างหนึ่ง

Fiber Density
ความไม่แน่นอนของ เซล ความไม่เป็นระเบียบมีผลต่อสีย้อมเสมอ การซึมผ่านของสีย้อมเข้าไปในเซลแต่ละจุดไม่เท่ากัน ทำให้มีความแตกต่างกัน

การย้อมสีทำอย่างไร
มีสองวิธีในการย้อมสี คือคุณทาสีย้อมลงไปบนผิวราบของไม้ดิบคือยังไม่ได้ทาอะไรลงบนไม้ จากนั้นสีจะซึมเข้าไป หรือทาลงไปบนไม้ที่มีการ Sealed รูร่องทั้งหมด หรือ Sealed บางส่วน ทำให้สีไม่สามารถซึมเข้าไปที่ร่องรูของไม้ หรืออยู่แต่บนผิวหน้า
***Bare Wood หมายถึงไม้ราบเรียบที่ยังไม่ได้ทาอะไรลงไปเลย
การย้อมสีไม้ที่ไม่มีการแกะลาย หรือไม้แผ่นเรียบ ไม่มีบัว อาจจะใช้เช็ด แปรง หรือ Spray บางทีจุ่มลงไปเลยก็มี จากนั้นก็เช็ดส่วนเกินออกก่อนที่มันจะแห้ง หรือหากคุณไม่ต้องการเช็ดออกสีก็อาจจะเข้มขึ้นกับความต้องการของคุณเอง
ในการทาสีครั้งที่สองแล้วเช็ดออก จะไม่สามารถเพิ่มความเข้มได้ เพราะสีจะถูกเช็ดออกจนหมด และในร่องรูก็มีสีเต็มอยู่แล้ว ยกเว้น ทาแบบไม่เช็ด จะทำให้เข้มขึ้นได้ การเช็ดสีนั้นคุณเช็ดไปในทิศไหนก็ได้ แต่การเช็ดครั้งสุดท้ายต้องเช็ดไปในแนวเดียวกับลายไม้ ดังนั้นคุณต้องพิจารณาว่าจะย้อมกี่รอบ ถ้าคุณย้อมรอบเดียว ต้องตามลายไม้ดีที่สุด แต่ถ้าสองรอบ รอบแรก ๆ คุณเช็ดตามขวางดีกว่า ในการทาสีหลายรอบ แนะนำวิธี Spray จะให้ผลงานได้ดีกว่าตรงเป้ากว่า เพราะการใช้แปรงอาจจะมีร่องรอยทับกันอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้กระทั่งรอยของแปรงเอง

การทาสีย้อมลงบนไม้ที่มีการ Sealed ไปแล้วไม่ว่าจะบางส่วนหรือเต็มร่องเสี้ยน
เพื่อลดไม่ให้มีความแตกต่างกันมากระหว่าง สีด้านข้าง กับ ด้านหน้า
เพื่อลดรอยด่างอันเนื่องจาก ความแตกต่างของ Grain ที่กระจายตัวอยู่
ลดความแตกต่างของสีเนื้อไม้
เน้นร่องไม้โดยไม่ให้มีการเปลี่ยนลายไม้
Washcoating หมายถึงการอุดรูร่องบางส่วนก่อนย้อมสี ด้วยตัวตัวเคลือบ
Glazing หมายถึงการ Sealed ไม้ทั้งหมดก่อนแล้วตามด้วยย้อมสี
Shading หมายถึงการย้อมสีโดยมีการทา ตัวเคลือบลงไปบางส่วนจากนั้นย้อมสี แล้วทา สารเคลือบ ทับลงไปอีก คือเป็นการทาระหว่างการ Coat นั่นเอง ส่วนใหญ่ใช้วิธีพ่น เพื่อเพิ่มความเข้มของพื้นผิวงาน
Toning เป็นการย้อมสี ลงไปบนชิ้นงานที่ เคลือบ เรียบร้อยแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนโทนสี โดยผสมสีกับตัว เคลือบ

Washcoating

มีสองวิธี คือ ใช้ Solvent ที่ละเหยช้าทาลงไปให้มันอยู่ในช่อง ในขณะที่คุณย้อมสี เช่น Mineral Spirit โดยการทาให้ฉ่ำแล้วค่อยลงสีย้อม
ใช้ ตัวเคลือบบาง ที่สุดที่ทำได้ เช่น Shellac แบบเจือจาง ก่อนย้อมต้องใช้กระดาษทรายเบอร์280 อย่างต่ำในการขัดเบา ๆ เพื่อให้ผิวเรียบเนียนดี
ทั้งสองวิธีทำให้สีเข้าไปในช่องน้อย แต่ไม่สามารถลบรอยด่างทั้งหมดได้ วิธีการที่ดีกว่าการใช้ Washcoating ก็คือการใช้ Gel Stain ให้ยึดหลัก ก่อนทา ตัวเคลือบ หรือสีย้อม ต้องลงด้วยกระดาษทราย เบอร์ 280ขึ้นไป โดยขัดแบบเบา ๆ

Glazing
เป็นการทาสีย้อมบาง ๆ ระหว่างการเคลือบ ของ ตัวเคลือบ ซึ่งสามารถทำได้ทั้ง 3 วิธี คือ ทา เช็ด และ Spray และสีย้อมส่วนใหญ่จะใช้เป็นพวก Pigment ซึ่งจะมี Binder เพื่อยึดติดกับตัวเคลือบ และควรเป็น พวกที่แห้งเร็วซักหน่อยอย่าใช้ Oil Varnish ส่วนใหญ่จะใช้ Lacquer, Shellac, Varnish, Water base งานที่มีคุณค่าทางอุตสาหกรรม จะมีชั้น Glaze อย่างน้อย 1 ชั้น
ผลที่ได้จากการทำ Glazing
ทำให้สีกลมกลืนกัน ไม่แตกต่างกันมาก แม้แต่ไม้ที่นำมาต่อกันมีสีต่างกันก็ช่วยลดความต่างได้
เพิ่มความลึกของเนื้อไม้
ทำให้สดใสขึ้นได้ขึ้นกับสีที่ใช้ อาจทำให้ดูเนียนขึ้น
ทำให้มีลวดลายขึ้นได้ เช่นทำลายหินเป็นต้น
เพิ่มความโดดเด่นของรูร่องได้
ดัดแปลงทำให้มีความรูสึกถึงความเป็นเฟอร์นิเจอร์เก่าได้
Glazes ส่วนใหญ่เป็น Pigment ในพวก Oil หรือ Varnish หรือ Water base binder คุณสามารถทำให้หนาหรือเจือจางได้ด้วยตัวเอง คุณสามารถผสมสีประเภทนี้ได้ด้วยตัวเอง
Glaze ที่อยู่ใน Varnish จะดีกว่าพวกที่เป็น Water base
Oil-Varnish Glaze แห้งช้าคุณจัดการได้
Oil-Varnish Glaze ไม่ทำลายผิวล่างของ ตัวเคลือบ จึงไม่เป็นปัญหาหากคุณจะเช็ด
ข้อเสียคือกลิ่นเหม็นของตัวทำละลาย

การทา Glaze
Glaze เป็นการ Paint แบบหนึ่งอาจจะหนาหรือ บางก็ได้
1. อุดรูเสี้ยนไม้ด้วย Shellac หรือ Sealer ชนิดอื่น ๆ แล้วปล่อยให้แห้ง ตามชนิด ของ Sealer
2. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 ขึ้นไป เบา ๆ จนเรียบเนียน แล้วกำจัดฝุ่น
3. ทา สีย้อม อาจด้วยแปรง ผ้า หรือ Spray ให้เข้าไปทุกซอกมุม
4. ถ้าส่วนไหน หนาไปให้เช็ดออก เหลือไว้เพียงบาง ๆ
5. ใช้แปรงเกลี่ยจนได้สีเท่าเทียมกันหมด เป็นสีเนื้อเดียวกัน ไม่มีรอยแปรง หรือตำหนิ ถ้าแปลงเปื้อนมากต้องมีผ้าไว้เช็ดแปรงด้วย
6. ปล่อยให้แห้งไว้ 1 คืนเป็นอย่างน้อย จากนั้นอาจจะขัดเงาได้ด้วยผ้า ขนสัตว์ เมื่อแห้งสนิทแล้วก็ทา ตัวเคลือบ ชั้นต่อไป จนกว่าจะพอใจ
ในการทำ Glaze ให้มีลักษณะแปลก ๆ เป็นเงา เช่นการลง Glaze แล้วขัดออก เหลือเพียงจุดที่ซ่อน เพื่อเน้นเงา ก็จะทำให้ดูแปลกตาดี

Shading and Toning
เป็นการตบแต่งด้วยสีแบบหนึ่งคล้าย ๆ Glaze แต่วิธีนี้ไม่ สามารถที่จะเน้นร่องรูได้อีก เพราะเป็นการทาลงบนผิวที่เรียบ ของ ตัวเคลือบ และคุณสามารถทำสีแบบนี้ด้วยตัวคุณเอง ด้วยการผสมสีลงในตัวเคลือบที่คุณใช้ทาอยู่ แล้วใช้วิธีพ่นเท่านั้น ดังนั้นผสม Solvent ที่แห้งเร็ว
Shading จะเน้นการทำให้พื้นที่บางพื้นที่มีสีที่เข้มขึ้น เพื่อให้พื้นที่ที่เหลือ มีความโดดเด่น
Toning จะเน้นการเปลี่ยนโทนสีของผิวงานมากกว่า
หากสีที่ใช้เป็นพวก Pigment จะทำให้มีความรู้สึกมัว มากกว่า Dye และก่อนที่คุณจะทำ Shading หรือ Toning คุณควรทาตัวเคลือบให้หนาขึ้นก่อนเพื่อว่าเมื่อมีการผิดพลาด คุณจะได้แก้ไขได้ เพราะ ถ้าคุณพ่น Shading หรือ Toning มันไม่สามารถเช็ดออกได้ มันต้องขัดออกอย่างเดียว และหากมีตัวเคลือบที่บาง การขัดอาจไปกินเนื้อไม้ได้

การทำให้ชิ้นงานมีความเก่าและดูโบราณ
สมัยก่อนใช้กรดแรง ๆ กัด แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป จุดเริ่มต้นอยู่ที่มีคนเอาเฟอร์นิเจอร์เก่ามาซ่อม พยายามขัดแต่สีเก่าออกไม่หมด หรือชั้นเคลือบเก่าออกไม่หมด เมื่อเคลือบใหม่เข้าไปทำให้รูสึกได้ว่าเป็นของเก่าเก็บมานานแต่ดูสวยงาม เลยกลายเป็นแฟชั่นของเก่า ซึ่งสามารถทำมาจากของใหม่ได้
โดยการเช็ดสีย้อมประเภท Pigment ที่ลงไว้หนาๆ หรือการทำให้บางลงโดยเช็ดออกให้เห็นเนื้อไม้
ใช้วิธี Glaze หรือ Paint ก็ได้ อาจใช้ Solvent ช่วยเช็ดสีที่ไม่ต้องการออก
ไม้ที่นิยมทำได้ผลดีได้แก่ ไม้สน
ไม้ Oak, Ash
เมื่อได้สีที่ต้องการแล้วเคลือบ อีก 2-3 รอบ

 

Film finish

การเคลือบผิวไม้แบ่งออกเป็น สองประเภทใหญ่ ๆ คือ แบบ ซึมเข้าเนื้อไม้ กับแบบ เป็น Film บาง ๆ เคลือบที่ผิวไม้ แบบที่ซึมเข้าเนื้อไม้เป็น เช่น Oil Finishes พวกที่เป็น Oil โดยตรง คือ Linseed Oil และ Tung Oil พวกนี้แห้งช้า และไม่แห้งแข็ง เป็นพวกแห้งนิ่ม Cure Soft และไม่สามารถทำให้หนาได้ แต่พวกที่เป็น Film บาง ๆจะเป็นพวกที่แห้งแข็ง เราจะเคลือบทับทำให้หนาขึ้นเรื่อย ๆ ได้ แต่ถ้าหนามาก ก็จะเกิดผิวแห้งแตกได้ ตัวอย่างพวก Film Finishes ได้แก่ Shellac, Lacquer, Varnish (Polyurethane เป็น Varnish ประเภทหนึ่ง), Water-base, Conversion (Converse Varnish, Catalyzed Lacquer)
Film Finishes จะป้องกันผิวไม้ได้ดีกว่า พวกที่ซึม (Penetrate) เพราะความหนาของมันบนผิวไม้ ป้องกันการแตก, น้ำ, ความชื้น ที่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้ามันหนามากไปมันก็อาจเกิดการแยกที่ผิวได้ (Crack แห้งกรอบ) นอกจากนี้ Film Finishes ยังให้การตกแต่งที่ดีกว่า
 

Varnish

วาร์นิช

สารเคลือบเนื้อไม้ที่มีความทนทาน ให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน ให้ความเงา ใส ระยะเวลาการแห้ง 4-24 ชั่วโมง ทนต่อความร้อน การกระแทก สารละลาย กรด ด่าง ป้องกันการซึมผ่านของน้ำ ความชื้นได้ดี ราคาไม่แพงมาก แต่ข้อเสียคือต้องใช้ความ ประณีต ในการทำงาน เพราะแห้งช้า ติดฝุ่นง่าย

วาร์นิช ได้จากส่วนผสมของ น้ำมันเคลือบไม้ (โดยทั่วไปมักทำมาจาก Linseed oil, Tung Oil) + เรซิ่น + และสารละเหย โดยในการผสมใช้เทคนิคทางด้านความร้อน ภายใต้ความดัน ทำให้ได้วาร์นิช ออกมา สารละเหยที่ใช้ได้แก่ น้ำมันสน น้ำมันกาด น้ำมันชักแห้งเป็นต้น

Spar Varnish ทำจาก Tung Oil เวลาใช้โดยการ ผ้าชุบทาใช้กับเฟอร์นิเจอร์ภายนอก เหนียวและแห้งแข้งดีมาก พื้นโต๊ะ เก้าอี้สนาม ที่ต้องตากแดดตากฝน พื้นผิวที่ต้องตากแดดตากฝน

นักเคมีได้พัฒนา น้ำมันจากถั่ว และเมล็ดทานตะวันโดยการดัดแปลง มาเป็นส่วนผสมของวาร์นิช บางชนิด ทำให้ใสกว่า ถูกกว่า ส่วนพวกเรซิ่นที่ได้ มาจาก ธรรมชาติ หรือสังเคราะห์ ในปัจจุบัน ได้จากการสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ เช่น Phenolic Resin โดยปกติเรซิ่นนี้จะเป็นของแข็ง แต่เมื่อเอามาละลายใน Oil มันก็เหลวได้ แต่จะแข็งตัวเมื่อทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจน ดังนั้นพวกวาร์นิชจะแห้งจากผิวนอกที่สัมผัสกับอากาศก่อน แล้วค่อย ๆ แข็งลงล่าง กลุ่มนี้เมื่อเปิดฝาใช้แล้ว ควรใช้ให้หมด เพราะ อากาศเข้าไปในกระป๋องแล้ว ทำให้วาร์นิชในกระป๋องแข็งตัวที่ผิวหน้าได้ ต่อมามีการพัฒนาเรซิ่นขึ้นมาอีก ได้แก่ alkyd-resin, polyurethane resin ซึ่งตัวหลังนี้เอาไปใช้งานหลายอย่างใน อุตสาหกรรม แต่ตัววาร์นิช ที่เป็นที่นิยมใช้ คือ พวก alkyd-resin เพราะทนต่อการขีดข่วนได้ดีกว่า ในส่วนประกอบของ วาร์นิช เราต้องมี ตัวช่วยละเหย หรือ catalyst เร่งให้เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน สมัยก่อนเราใช้สารโลหะประเภทตะกั่ว แต่มันเป็นอันตราย เดียวนี้หันมาใช้พวก โคบอล มังกานีส ซิงค์ ซี่งผสมอยู่ในขนาดที่เหมาะสม ถ้ามากไปจะเกิดการแห้งแบบแตกระแหง

ในการทำวานิช ต้องใช้เรซิ่น และ oil ในอัตราส่วนที่เหมาะสม หากใช้น้ำมันน้อย ก็จะค่อนข้างแข็งหนืด ถ้ามีน้ำมันมากก็จะเหลวกว่า ยืดหยุ่นกว่า

พวก Spar varnish มีอัตราส่วนผสมของ Oil มาก ใช้ภายนอกได้ดี ให้ความยืดหยุ่น ทนทานต่อการหดขยายตัวของไม้ ที่โดนความชื้น
พวก short-oil varnish จะมีส่วนผสมของ Oil น้อยกว่าพวกนี้เมื่อแห้งจะแข็ง จึงไม่เหมาะกับภายนอกเพราะไม้ที่ต้องตากแดดตากฝนมีการยืดหดตัว ทำให้ผิวเคลือบแตกได้

นอกจากนี้ พวก resin ก็มีผลต่อการใช้งานของวาร์นิช เช่นกันพวก resin ที่เป็น Phenolic จะเหนียวและยืดหยุ่นจึงใช้ภายนอกได้ดี และมักผสมร่วมกับพวก tung oil ซึ่งแล้วแต่ว่าจะใช้ อัตราผสม oil มาก หรือน้อย พวก alkyd-resin ไม่เหนียวเท่า Phenolic แต่ก็เหนียวและทนทานพอใช้งาน ราคาถูกกว่า ดังนั้นจึงเป็น Resin ที่ใช้มากที่สุดในการทำ วาร์นิช ส่วนเรซิ่นตัวสุดท้าย Polyurethane หากนำมาผสมร่วมกับ Phenolic จะให้วาร์นิช ที่มีความเหนียวที่สุด แต่ก็มีปัญหาคือ เมื่อทาแล้วมีลักษณะขุ่น ๆ มัว และการยึดติดกับ สารเคลือบผิวอื่นไม่ดี แม้จะเป็น ตัวเองที่แห้งแล้ว ก็ยึดติดไม่ดี และแสง ยูวี ก็ทำลายบอนที่ยึดระหว่างโมเลกุล ทำให้กลุ่มนี้ใช้ภายในเพียงอย่างเดียว
รวมลักษณะสำคัญของวาร์นิช

ทนต่อ ความร้อน สารละลาย กรด ด่าง แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลสูง
ทนต่อความชื้น น้ำ ช่องว่างระหว่างโมเลกุลน้อย การซึมผ่านของน้ำ เป็นไปได้น้อย
ใช้เวลาแห้งแข็งค่อนข้างนาน เรามีเวลาพอที่จะเช็ดส่วนเกินออก แต่การใช้เวลานาน ทำให้ฝุ่นจับชิ้นงานก่อนที่มันจะแห้งสนิท ดังนั้นอย่าทาวาร์นิช ในบริเวณที่ทำงานฝุ่นเยอะ
ซ่อมผิวที่ทาด้วยวาร์นิช ยาก
หากผิวหน้าเกิดอาการสีด้าน ๆไม่เงา การขัดให้เงาจะยาก
เกิดการแห้งแข็งที่ผิวหน้าของ วาร์นิช ที่เปิดกระป๋องใช้แล้ว จึงต้องรีบใช้ให้หมด หลังเปิด

การทาด้วยวาร์นิช

วาร์นิชแห้งช้า เวลาที่แห้งเพื่อฝุ่นจะไม่มีผลคือ 1 ชั่วโมงขึ้นไป แต่เวลาที่สามารถทาซ้ำได้ ต้องอย่างน้อย 1 วัน จึงจะทาทับใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ในทางอุตสาหกรรม จึงไม่ค่อยใช้วาร์นิช พวกสมัครเล่น มักใช้กัน และใช้ทาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช้พ่น เพราะหากคุณพ่น ละอองของวาร์นิชแห้งตัวช้า หากปลิวไปติดร่างกาย จะรู้สึกเหนียว และหากปลิวไปติดที่อื่น ก็จะทำให้ฝุ่นเกาะตัวได้

โดยทั่วไป เมื่อ ในการทานั้น ให้มี ชั้นที่เป็น Sealer จากนั้นทาวาร์นิช อีก 2 - 3 ก็เพียงพอ เพราะมันให้ฟิล์ม ที่หนา อากาศที่เย็นชื้นมีผลต่อการแห้งของวาร์นิช แต่ถ้าอากาศร้อนเกินไปก็จะแห้งเร็ว ทำให้การทาไม่ดีพอ

ในการทาชั้นแรก ๆ ควรผสมให้บาง ๆ เพื่อให้การยึดติดผิวที่ดีและแห้งแข็ง และง่ายต่อการขัดให้เรียบ หากหนาเกินจะขัดยาก แห้งช้า เพราะการสัมผัสกับออกซิเจน เริ่มจากชั้นนอกสุด เมื่อทาบาง ๆ (อัตราผสมตัวทำละลาย 50 เปอร์เซ็นต์) ทิ้งไว้ค้างคืน ขัดด้วยกระดาษทราย เบอร์ 280-320 ใช้พวก Stearate จะดีที่สุดสำหรับพวกวาร์นิช ในการขัดควรเป็นคนละห้องกับห้องที่ทา หรือไม่ก็ต้องปล่อยเวลาให้ฝุ่นตกลงพื้นให้หมด จากนั้นต้องเอาฝุ่นจากชิ้นงานให้หมด อาจใช้เครื่องดูดฝุ่น จากนั้นทารอบต่อไป อัตราผสมรอบสอง ใช้ ตัวทำละลาย 10-20 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งไว้ให้แห้งข้ามคืน สังเกตการแห้งแข็งด้วยการเอาเล็บจิกถ้ามีรอยแสดงว่ายัง ไม่แห้งพอ ในการขัดชั้นที่สองนี้เราใช้กระดาษทรายเบอร์ 320-400 อาจใช้ น้ำมันสนช่วยหล่อลื่นเวลาขัดได้ ในการขัดจุดหมายคือให้เรียบ ขจัดรอยขนแปรง ส่วนใหญ่การทา ไม่เกิน 2-3 รอบ การอุดรูร่องไม้เราจะใช้ตัววาร์นิช เองก็ได้ แต่ต้องบาง ๆ

ข้อควรระวังขณะทาวานิช

อย่าทาในห้องที่มีการทำงานด้านขัด ตัด ที่ก่อให้เกิดฝุ่นจำนวนมากในอากาศ
พื้นห้องทำความสะอาดเอาฝุ่นออกก่อน
หากระดาษมารองใต้ชิ้นงาน
เสื้อผ้าต้องปัดฝุ่นออกก่อน
วาร์นิช ที่มีฝุ่นต้องกรองออกก่อน
แปรงต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นผง
ผิวชิ้นงานสะอาด ปราศจากฝุ่นผง

ปัญหาที่มักพบในการทาวานิช

ฟองอากาศในผิวที่ทา เมื่อแห้งแล้วฟองก็ยังอยู่ สาเหตุเกิดจากแปรงเกิดแรงเสียดทานกับผิวที่เป็นหลุมบ่อ วิธีแก้คือต้องขัดผิวงานก่อนทาให้เรียบ ผสมตัวทินเนอร์ให้เจือจางมากหน่อยในชั้นแรก ๆ เพื่อมีเวลามากพอให้ฟองอากาศออกมาหมด อย่าทาวาร์นิช ตากแดด เพราะผิวนอกที่แห้งเร็วเกินไปจะทำให้ผิวด้านในไม่สัมผัสกับออกซิเจน อาจทำให้ไม่แห้งอีกเลย หรือแห้งบางส่วน และฟองอากาศมาก ผิวอาจเสียไปเลยได้ ไม้ที่ไม่ได้ผ่านการ Seal หากมีอากาศอยู่ในเนื้อไม้มาก เมื่อเราทาวานิชตากแดด หรือ ทำให้ฟองออกมามากเช่นกัน ให้ยึดหลักทาวาร์นิชชั้นแรกบางที่สุด แล้วปล่อยให้แห้งแข็ง จะช่วยให้ฟองอากาศไม่เกิดขึ้น

เกิดอาการเป็นคลื่นเหมือนตัวหนอน อาจเกิดจากมีน้ำมัน หรือตัวเคลือบอื่นที่อยู่ชั้นล่าง บิดตัว เมื่อมีการทาด้วยวาร์นิช อาจไปดึงผิวให้หดเป็นบางส่วนได้ การแก้อาการคลื่นแบบตัวหนอน ขณะที่วาร์นิช ยังไม่แห้งให้ใช้ผ้าชุบตัวทำละลายเช็ดออก

การทาที่ผิดอาจมีผลเช่น การใช้แชลแลคในชั้นแรก จากนั้นตอนทาวาร์นิช ไปทาที่แดดจัด หรือตากแดด มีผลให้ชั้นของแชลแลค เกิดการยืดหดตัวได้ง่าย ผลเสียจะเกิดกับชั้นของวาร์นิช ทำให้เป็นตัวหนอนได้ มีลักษณะเป็นคลื่น ๆ บางคนทา น้ำมันชนิดอื่นที่ไม่แห้งแข็งก็มีผลต่อการทาวานิช เช่นกัน หากเป็นไม้ที่มียางมากเราอาจต้องใช้แลกเกอร์ทินเนอร์ ทำความสะอาดผิวเพื่อขจัดยางหรือคราบน้ำมันออกก่อน ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วทาวานิช ได้

 

แล็คเกอร์ (Lacquer)การเคลือบผิวไม้ยอดนิยม

เป็นสารสังเคราะห์ที่แก้ปัญหาของ Shellac มันทนน้ำ ความร้อน ความชื้น เคมี กรด ด่าง มากกว่า Shellac และมี สองแบบ

Nitrocellulose Lacquer เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไป
Cellulose Lacquer บางทีเรียก Water White มีความเหลืองน้อยกว่า และแพง ไม่นิยม

Nitrocellulose Lacquer

เป็นส่วนผสมของ Nitrocellulose, Resin, Plasticizers ซึ่งส่วนผสมจะแตกต่างไปตามแต่ ผู้ผลิตจะผสมทำให้ การแห้ง ยืดหยุ่นต่างกันไป คุณสมบัติที่สำคัญ ของ Lacquer ขึ้นกับ อัตราการแห้ง ของ Lacquer มากกว่าส่วนผสมที่เติมลงไป การแห้งเกิดจาก Solvent ที่ละเหยออกไป นั่นคือ Thinner Lacquer ซึ่ง มันถูกออกแบบมาสำหรับการทำงานแบบพ่นมากว่า เพราะมันแห้งเร็ว การแข็งตัวของ Lacquer ไม่มีการ Cross Link ดังนั้นการทนความร้อน เคมี ด่าง จึงไม่เท่า Varnish แต่มากกว่า Shellac

สิ่งที่ทำให้ Lacquer เป็นที่นิยม

สามารถใช้วิธีการพ่นได้ง่าย
การแห้งที่รวดเร็ว สามารถทาได้วันหนึ่ง 3-4 รอบ
มี Solvent เป็น Thinner Lacquer ที่แตกต่างกัน สามารถ เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติให้กับ Lacquer ได้
Film ที่ได้มีความใสให้ความรู้สึกลึก
สามารถที่จะขัดเงาได้ดี
สามารถดัดแปลงได้ หลายสูตร การใส่สีลงไปก็ได้ นอกจากนี้ชิ้นงานที่ได้เหมือนทา Wax หรือ Oil
ราคาถูก รักษาเนื้อไม้ได้ดีกว่า Shellac ป้องกันความชื้น ความร้อน สารเคมีได้ดีกว่า Shellac
Lacquer ที่ใช้กับ ไม้ไม่ใช่ที่ใช้กับรถยนต์หรือเหล็ก ที่ใช้กับรถยนต์จะเป็น Acrylic Lacquer ซึ่งจะแข็งมากกว่าและไม่ยืดหยุ่น แต่ไม้มีการหดตัว ขยายตัวอาจจะทำให้มีการแตกที่ผิวได้ ดังนั้นต้องพิจารณาอย่าใช้ผิดประเภทโดยเด็ดขาด
พลาสติกที่ตั้งบนผิว Lacquer นาน ๆ อาจติดยึดกับผิวได้ ต้องระวัง

คุณสมบัติของ Lacquer ขึ้นอยู่กับตัวทำละลายด้วย มันต้องละลาย และระเหยไปอย่างเหมาะสม มีสารละลายหลายชนิดที่ละลาย Lacquer อัตราการละเหยแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราสามารถควบคุมการระเหยโดยการใส่ Solvent ที่แตกต่างกันออกไป

สารละลายที่ผู้ผลิตมักใช้โดยทั่วไปมี 3 แบบ
Standard Lacquer Thinner อัตราการระเหยเป็นปกติที่รู้จักกันดี
Lacquer Retarder ซึ่งอัตราการระเหยจะช้ากว่า Standard
Fast Lacquer Thinner จะระเหยเร็วกว่า พวก Standard กลุ่มนี้ไม่ค่อยนิยมใช้ หายาก

โดยปกติแล้วเมื่อเราซื้อ Lacquer Thinner มาแล้วเราต้องการให้การระเหยช้าเราต้องใส่พวก Retarder ลงไป
ในการทำงาน กับ Lacquer เราเปลี่ยนแปลงตัว Thinner -เพื่อให้เหมาะสมกับ
สภาพอากาศ ความชื้นและอุณหภูมิ ประมาณซัก 22-25 องศา กำลังเหมาะความชื้นไม่เกิน 40
อัตราการไหลของ Lacquer เพื่อลดการเกิดอาการแบบเปลือกส้ม
เพื่อทำให้ผิวโดยรวมยังเปียกอยู่ในขณะที่คุณยังพ่นผิวงานไม่เสร็จ

เพื่อลดความเร็วในการแห้งแข็งเพื่อจะได้ทาให้ทัน
Fish Eye เป็นความผิดพลาดของการทา Lacquer แบบหนึ่ง ไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีเปลี่ยน Thinner ซึ่งจริงๆ แล้วอาจเกิดกับ Finnish เกือบทุกชนิดยกเว้น Shellac สภาพอากาศที่ร้อน อบอ้าว Standard Thinner จะละเหยเร็วการไหลของ Lacquer แทบไม่มี ทำให้เกิดอาการแบบผิวส้ม หรือ ผิวดวงจันทร์ มีหลุมกลม ๆ อยู่บนผิวงาน ดังนั้นเราอาจต้องลดอัตราการระเหยลง หรือใช้วิธีปรับแต่งปืนพ่น Spray อากาศที่ชื้น การระเหยช้า ผิวงานอาจจะมีฝุ่นมาจับมาก อาจต้องเปลี่ยนเอา Thinner ที่ระเหยเร็วขึ้น ไม่มีกฎตายตัวในการผสม Retarder ขึ้นกับว่าต้องการให้ช้าเร็วแค่ไหน

Fish Eye ส่วนใหญ่เกิดจากการที่มี Silicone บนผิวงานเก่า ซึ่งเคยทาด้วย Lubricant ที่มีส่วนผสม silicone และมันได้แทรกตัวเข้าไปตามร่องรู ในเนื้อไม้ และไม่สามารถกำจัดได้หมด และมันทำให้เกิด Fish Eye ในชั้นแรก ๆ ทาพอหลังจากนั้นก็จะหายไป

วิธีแก้ที่ดีคือการใช้ Lacquer Thinner เช็ดผิวงานก่อนทา เพื่อกำจัด Silicone
Seal ผิวงานใหม่
ขัดออกแล้วดูดฝุ่นออกด้วย
ลดแรงตึงผิวของ Finish ที่ใช้ทา
การใช้แปรงทา Lacquer
โดยปกติ Lacquer ถูกออกแบบ มาเพื่อใช้ Spray



การพ่น Lacquer
Lacquer ส่วนใหญ่แห้งเร็วเกินไปที่จะใช้แปรง ดังนั้นเราจึงใช้วิธีพ่น
1. จัดวางชิ้นงานเพื่อให้เรามองเห็นการสะท้อนของแสง
2. ทำการเจือจาง ด้วย Thinner ตามที่ผู้ผลิตระบุ จนรู้สึกได้ว่ามันเป็นหยด เมื่อยกไม้คนขึ้น
3. ชิ้นงานที่ผ่านการ Seal มาเรียบร้อยแล้ว
4. พ่นลงบนชิ้นงาน หลังจากทิ้งไว้แห้งดีแล้วต้องขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 เบอร์เดียวกับ ที่ขัดตัว Sealer และทางที่ดี รอบแรกควรทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วขัด แต่บางที 1- 2 ชั่วโมงเราก็ขัดได้แล้ว เพื่อเอา Fiber ขนเล็ก ๆบนผิวของไม้ออก การทิ้งไว้ข้ามคืนจะทำให้การขัดง่ายขึ้น
5. กำจัดฝุ่นออกให้หมด ต้องหมดจริง ๆ อาจใช้วิธีดูดฝุ่นออก
6. จากนั้น พ่นรอบต่อไป จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 หรือละเอียดกว่า แล้วกำจัดฝุ่น หากผิวเรียบเนียนดีการพ่นรอบต่อ ๆ ไป อาจจะไม่ต้องขัดอีก จนกว่าจะได้ความหนาที่ต้องการ
7. ในชั้นที่เป็น Finnish ถ้าหากคุณขัด อาจจะไม่ต้องกำจัดฝุ่น สามารถพ่นทับได้เลย แต่ต้องเป็นกระดาษทรายเบอร์ละเอียดเท่านั้น อาจใช้เบอร์ 600 ได้เลย รอบสุดท้ายหากแห้งแล้วอาจขัดเงาได้ แต่ต้องแห้งสนิทจริง
ในการพ่นทับส่วนที่เป็น Top Coat ของ Lacquer อาจจะไม่ต้องรอให้ Lacquer แห้งสนิทก็พ่นทับได้ ต้องบางจริง เพราะ Lacquer จะไปละลายพื้นผิวเดิมบางส่วน ทำให้การยึดติดดีขึ้น

 

การลงลูกประคบ (French Polish)

การลงลูกประคบ French Polishing
สมัยก่อนนั้น การทำผิวชิ้นงานให้เรียบ ไม่มีวิธีไหนดีเท่าการลงลูกประคบ แต่ในปัจจุบัน กระดาษทราย และแปรงดี ๆ และเทคนิค ก็สามารถทำให้ได้ผลงานที่ดีได้ รวมทั้งการพ่นด้วย แต่คนที่เขียนหนังสือตำรายังคงพูดถึงเพราะนั่นคือของโบราณที่มักจะพูดกันเสมอว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่โดยไม่คำนึงถึงความจริง การลงลูกประคบเป็นเทคนิค อย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ใช้ทา Shellac ด้วยลูกประคบ ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่ถ้าใช้ถูกวิธีมันจะไม่ทิ้งร่องรอย เหมือนแปลง หรือผิวส้มเหมือนการใช้ วิธีพ่น และมันยังดูดเอาฝุ่นติดลูกประคบมาด้วย แต่ข้อเสียแม้ใช้ถูกวิธีก็คือต้องใช้เวลาในการทำงานนาน กว่าผิวงานจะหนา เพราะแต่ละชั้นจะบางมากนั่นเอง
Finish ที่ใช้ได้แก่ Shellac, Lacquer, Oil Finish
อันที่จริงแล้ว วิธีนี้ควรจะเป็นชั้นท้าย ๆ ของการเคลือบชิ้นงาน หรือ ใช้ในการซ่อมแซมงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะถ้าทำแบบนี้ทั้งชิ้นงาน เสียเวลามากไป

ขั้นตอนแบ่งคร่าว ๆ
1. ทำลูกประคบ
2. อุดรูร่องเสี้ยนไม้
3. ลูกประคบชุบ Shellac
4. Remove Oil

ในการอุดรูร่องเสี้ยนไม้นั้น Shellac เองสามารถทำหน้าที่นี้ได้ โดยการทาบาง ๆ อย่าใส่ Shellac มาก เจือจาง เพื่อให้ Shellac บาง ซึมเข้าร่องเสี้ยนไม้ ทิ้งไว้ให้แห้ง 2 ชั่วโมง จากนั้น อาจทำการลงแป้ง แบบไทย ๆ ใช้แป้งดินสอพอง ผสมน้ำ พอเหลว ๆ ผสมสีฝุ่น ให้พอดีกับสีของไม้ชิ้นงาน จากนั้นใช้ผ้าขาวบางชุบแล้วทาลงบนชิ้นงาน พยายามทาให้ทั่วพร้อมกดอัดลงบนรอยเสี้ยนไม้ ถูไปตามขวาง หรือเป็นวงกลม จนคิดว่าเต็มเสี้ยนไม้ แล้วเช็ดส่วนที่เกินออกขณะที่รู้สึกว่ามันใกล้แห้ง อย่าปล่อยให้แห้งเกินไปขณะที่เช็ดออก ทิ้งไว้ให้แห้ง ควรให้เหลือส่วนเกินไว้น้อยที่สุดเพราะยิ่งเหลือมากความยากลำบากก็ยิ่งมากในตอนขัดออก เพราะมันจะแข็งพอสมควร และมีฝุ่นมากด้วย โดยปกติชิ้นงานที่ทาอะไรก็ตามที่เป็นน้ำต้องทิ้งข้ามวัน แต่หากพิจารณาแล้วว่าแห้งอาจรอเพียง 3-4 ชั่วโมง จากนั้นขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด 280 จนผิวงานเรียบเนียนดี ห้ามขัดแรง เพื่อไม่ให้กินเนื้อไม้อีก การลงแป้งอาจทำให้ ความสดใสของเนื้อไม้หายไป หากคุณไม่ชอบ ข้ามขั้นตอนการลงแป้งไป แต่ใช้ Shellac เพียงอย่างเดียว พ่น หรือ ทา บาง ๆ แล้วขัดซัก 2-3 รอบด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400-600 ก็จะช่วยให้ร่องไม้ หรือรอยเสี้ยนไม้เต็มได้ เช่นกัน และยังเห็นลายไม้ได้ดีด้วย
ในการใช้ลูกประคบ ต้องสะอาด จากนั้นเท Shellac ลงบน ลูกประคบพอชื้น ๆ บีบให้ Shellac กระจายออก ต้องไม่ชุ่มเกิน จากนั้น ก็ลงถูบนชิ้นงานเพียงเบา ๆ ตาม แบบ เช่นเป็นเลขแปดเป็นต้น กะระยะซัก 3วินาทีให้ได้ 1 การยกขึ้นและการกดลงของลูกประคบให้เป็นไปลักษณะคล้ายเครื่องบินขึ้นลง ยกขณะหมุน และ ลงขณะหมุนเป็นต้น ต้องไม่พยายามลงซ้ำที่เดิม ในแต่ละรอบ ไม่ให้ทับกันเอง ทาจนรู้สึกว่ามันเริ่มแห้งแล้วยกขึ้นมาเติม ถ้าไม่ใช่แนวราบให้ทาล่างขึ้นบน การทาต้องไม่มีการหยุดมิฉะนั้นผิวงานจะเสีย การที่จะหยุดต้องยกขึ้นขณะหมุน และค่อย ๆ ยก ให้ยึดหลักว่าบริเวณขอบเราต้องใช้เวลาในการทามากว่าส่วนใน อันนี้สำคัญหน่อย ลูกประคบเมื่อเสร็จการใช้งานแต่ละรอบให้เก็บไว้ในขวดแก้วปิดฝา แต่ละรอบต้องทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เราทำจนเห็นว่าผิวชิ้นงาน เงางามเป็นที่พอใจ

 

Oil finishes

การทำสีประเภท Oil Finishes นี้ตามความเป็นจริงแล้วการรักษาเนื้อไม้ น้อยมาก แต่เพราะเป็นวิธีที่ทำกันมาแต่โบราณ ซึงก็มักจะพูดกันต่อมาว่า ถ้าโบราณว่าดี ก็ต้องว่าดีตามไปด้วย เข้าทำนอง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ในปัจจุบันความนิยมลดลงไป เพราะมันไม่ได้รักษาเนื้อไม้เท่าไหร่ แต่น้ำมันดังกล่าวเมื่อมาผ่านการปรับปรุงคุณภาพ มันกลับรักษาเนื้อไม้ได้ดี ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักว่า ถ้าเป็น Oil บริสุทธิ การปกป้องเนื้อไม้น้อย แต่ถ้าเป็นน้ำมันที่ผ่านกระบวนการ เช่น น้ำมันวาณิช มันจะมีความแข็งและปกป้องเนื้อไม้ได้ดีกว่ามาก
น้ำมันตามธรรมชาติเช่น Linseed Oil, Tung Oil ขอแนะนำเพียง 2 ตัวที่นิยมใช้ เมื่อทาผิวไม้จะมีชั้นบาง ๆ เคลือบ โดยปกติเราจะทาให้หนา ทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปตามร่อง รูไม้ จากนั้นเช็ดส่วนทีเกินออก ทิ้งไว้ 1 คืน ทำซ้ำ เราอาจทำแบบนี้หลาย ๆ รอบ จนกว่าจะได้ผิวที่ต้องการ โดยปกติถ้าเป็นน้ำมันธรรมชาติ ก็ต้องทำกัน 3-5 รอบ ในการเครือบครั้งที่ 2 ควรขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280-400 จากนั้นดูดฝุ่นออกด้วย ต่อไปจะทำอีกกี่รอบก้ได้ การทาด้วยน้ำมันธรรมชาตินี้ความเงาไม่ค่อยมี แต่เฟอร์นิเจอร์ที่มีค่าที่ต้องการความเงาด้วย เราใช้แวกซ์ ขัดเพื่อให้เกิดความเงา ผ้ากับแวกซ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำสีแบบนี้ เฟอร์นิเจอร์จีนมักนิยมใช้ Tung Oil เพราะเป็นต้นไม้ที่พบมากในประเทศจีน Tung Oil สกัดจากเม็ดในผล ของต้น Tung มีกลิ่นเฉพาะตัว ในการทาก็เหมือน ๆ Linseed Oil สำหรับการเคลือบครั้งท้าย ๆ ถ้าเพิ่มกระดาษทรายให้ละเอียดถึ่งเบอร์ 600 เลยก็ดีทำให้งานเรียบเนียน ขี้น

เราจะเห็นว่า Oil จากธรรมชาตินั้นกว่าจะแห้งก็ช้า ต้องรอนาน จึงต้องมีการดัดแปลง เพื่อให้ดีขึ้น นั่นก็คือ Polymerize Tung Oil และ Polymerize Linseed Oil ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้แข็งเร็วขึ้น และ มีความเงามากขึ้น สองตัวนี้ราคาจึงแพง ไม่ค่อยมีขายในท้องตลาด ส่วนใหญ่นำมาใช้กับงานชิ้นเล็ก ๆ เช่นด้ามปืน หรือ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของงานไม้ต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ Oil ธรรมชาติที่แห้งตัวช้าเมื่อผสม Drier จะทำให้แห้งเร็วขึ้น Drier จะเป็นตัวเร่งปิกริยาระหว่าง oil กับ Oxygen ในอากาศ ทำให้Oil แข็งตัวเร็วขึ้น หากคุณเคยได้ยิน Boiled Linseed Oil ไม่ได้หมายความว่า การเรานำ Linseed Oil ไปต้มแล้วมาใช้ แต่มันหมายถึงในทางอุตสาหกรรมเขาได้นำ Linseed Oil ไปเติม Drier ในสภาวะที่ความร้อนสูง แล้วได้มาเป็น Oil ที่แข็งตัวเร็วนั่นเอง ข้อดี ของ Tung Oil ที่ดีกว่า Linseed Oil คือเมื่อทิ้งไว้ ไม่เหลืองทำให้สีไม้เหมือนเดิมเมื่อเก็บไว้นาน ๆ และป้องกันการระเหยของน้ำจากเนื้อไม้ได้ดีกว่า Linseed Oil แต่ไม่ได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ที่จะกล่าวต่อไป

น้ำมันวาณิช ตัวนี้เกิดจากการนำ Oil จากธรรมชาติ มาผ่านความร้อน แล้วผสม Resin สังเคราะห์เข้าไป ทำให้มีการแห้งเร็ว และแข็ง ประสิทธิภาพขึ้นกับ Resin ที่ผสมเข้าไป ในปัจจุบัน มี Resin เกิดขึ้นมาก เราคงต้องศีกษาถึงคุณภาพ ของ Resin ที่ผสมเข้าไปด้วย การทาวาณิชจึงคล้าย ๆ กับ Oil คือทาแล้วทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วเช็ดส่วนที่เกินออก ทิ้งไว้ให้แห้ง หรือทำตามข้อกำหนดของผลิตภัณต์แต่ละชนิด

Tung Oil เป็นน้ำมันที่สกัดออกจากผลของต้น tung ที่มีมากในประเทศจีน แถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห แยงซี ซีฉวน หูนาน ยูนาน เหอหนาน นอกจากนี้พบแถบอเมริกาใต้เช่น อาเจนตินา ปารากวัย พบบ้างในอเมริกา แอฟริกา และตอนนี้อเมริกาได้ทำฟาร์มต้น tung ขึ้นมาเพื่อการค้าโดยเฉพาะ ในอเมริกาตอนใต้ ในอดีตนั้น Tung Oil มีใช้แต่ในจีนเท่านั้น และเป็นที่รู้จักกันในนาม China wood oil ส่วนช่างไทยบางคนเรียก ตั๋ง Oil ชนิดนี้ซึมเข้าเนื้อไม้ ให้ชั้นที่บาง นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมทำหมึกได้ด้วย รูปที่เห็นเป็นส่วนต่าง ๆ ของต้น Tung ผล ดอก และน้ำมันที่สกัดได้

 

 
 
   
           ช่างเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้น | การทำสี |การติดลามิเนต|วัสดุงานก่อสร้าง |การออกแบบ|
   


home
สามารถส่งแบบ หรือระบุ พรัอมงบประมาณได้ตามความต้องการ
รับงานเชียงใหม่ ลำพูนและทั่วราชอาณาจักร

           Mobile: 084-0421318,085-8682962 Fax/Tel: 053-482653
Email: meartprobuilt@gmail.com